งบการเงินของกิจการแบบไหนที่ทำให้สินเชื่ออนุมัติง่าย

กระดานถามตอบ สพม.นราธิวาส › หมวดหมู่: ทั่วไป › งบการเงินของกิจการแบบไหนที่ทำให้สินเชื่ออนุมัติง่าย
ที่ปรึกษาธุรกิจ asked 1 สัปดาห์ ago

เจ้าของกิจการจำนวนมากเปิดงบการเงินแล้วมองตัวเลขบรรทัดสุดท้ายก่อนว่า ปีนี้บริษัท “กำไร” หรือ “ขาดทุน”
ถ้าปิดงบมีกำไร ก็มักรู้สึกว่าบริษัทน่าจะพร้อมสำหรับการขอสินเชื่อแล้ว
แต่ในมุมของผู้ให้สินเชื่อ คำว่า “มีกำไร” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะงบที่มีกำไร 2 ล้านบาทอาจมีคุณภาพต่างกันมาก บางบริษัทมีกำไรจากการขายสินค้าหรือให้บริการตามปกติ ขณะที่อีกบริษัทมีกำไรเพราะขายทรัพย์สินก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว
โดยเฉพาะ สินเชื่อสำหรับเจ้าของกิจการที่ไม่มีทรัพย์ค้ำ ซึ่งไม่มีอสังหาริมทรัพย์เข้ามารองรับความเสี่ยงโดยตรง ข้อมูลทางการเงินจึงมีบทบาทมากขึ้น
คำถามจึงไม่ใช่เพียง
“บริษัทมีกำไรหรือไม่”
แต่ต้องถามต่อว่า
“กำไรเกิดจากอะไร ฐานทุนเหลือเท่าไร หนี้เพิ่มเร็วแค่ไหน และกำไรนั้นเปลี่ยนเป็นเงินสดสำหรับชำระภาระได้จริงหรือไม่”
จุดแรกที่ควรดู คือกำไรเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่
การมีกำไรเพียงปีเดียวไม่ได้บอกว่าธุรกิจมีความสามารถสร้างกำไรอย่างต่อเนื่อง
สมมติบริษัทมีผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีดังนี้
ปีแรกกำไร 1.2 ล้านบาท
ปีที่สองกำไร 1.5 ล้านบาท
ปีล่าสุดกำไร 1.8 ล้านบาท
ตัวเลขลักษณะนี้ทำให้เห็นแนวโน้มของกิจการได้ง่าย เพราะธุรกิจสามารถรักษากำไรไว้และเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
อีกบริษัทหนึ่งอาจมี
ปีแรกกำไร 1 ล้านบาท
ปีที่สองขาดทุน 500,000 บาท
ปีล่าสุดกำไร 4 ล้านบาท
แม้กำไรปีล่าสุดสูงกว่าอย่างชัดเจน แต่ผู้วิเคราะห์ย่อมต้องถามว่า ปีล่าสุดเกิดอะไรขึ้น และกำไร 4 ล้านบาทนั้นจะเกิดซ้ำในปีต่อไปหรือไม่
ในหน้าแม่มีการใช้กำไรสุทธิหลังภาษีเป็นบวกต่อเนื่อง 3 รอบบัญชีเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการคัดกรองที่ใช้อยู่กับบางกรณี แต่เจ้าของกิจการไม่ควรนำตัวเลข “3 ปี” ไปตีความว่าเป็นเกณฑ์ตายตัวของทุกธนาคารหรือทุกผลิตภัณฑ์
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ แนวโน้มของกำไรมีเหตุผลและต่อเนื่องหรือไม่
กำไรจากธุรกิจหลักสำคัญกว่ากำไรที่เกิดครั้งเดียว
ลองดูตัวอย่างนี้
บริษัทมีกำไรสุทธิ 4 ล้านบาท ดูเผิน ๆ ถือว่าดีมาก
แต่เมื่อเปิดรายละเอียดพบว่า ในปีนั้นบริษัทขายที่ดินและมีกำไรจากการขายทรัพย์สิน 5 ล้านบาท
หากตัดรายการดังกล่าวออก ธุรกิจหลักอาจขาดทุนประมาณ 1 ล้านบาท
ภาพของบริษัทจะเปลี่ยนทันที
เพราะที่ดินแปลงเดียวไม่สามารถขายซ้ำเพื่อสร้างกำไรแบบเดิมทุกปี
ผู้ให้สินเชื่อจึงสนใจ Quality of Earnings หรือคุณภาพของกำไร ไม่ใช่เพียงจำนวนกำไรสุทธิ
กำไรที่เกิดจากยอดขายสินค้า ค่าบริการ หรือกิจกรรมหลักของบริษัท และมีลูกค้ากับเอกสารทางการค้ายืนยัน ย่อมมีความหมายต่อการประเมินความสามารถชำระมากกว่ารายได้พิเศษที่เกิดครั้งเดียว
ดังนั้น ก่อนมองหาแหล่งเงินทุน เจ้าของกิจการควรลองแยกกำไรออกเป็นสองส่วน
กำไรจากธุรกิจตามปกติ
กับ
กำไรจากเหตุการณ์พิเศษ
ถ้าส่วนหลังมีสัดส่วนสูง ควรเตรียมคำอธิบายไว้ตั้งแต่ต้น
รายได้เพิ่ม แต่กำไรลด ก็เป็นสัญญาณที่ควรหาคำตอบ
บางบริษัทเข้าใจว่า ถ้ายอดขายเพิ่มทุกปี งบย่อมดูแข็งแรงขึ้น
แต่ไม่เสมอไป
สมมติรายได้เพิ่มจาก 30 ล้านบาทเป็น 36 ล้านบาท หรือเพิ่มประมาณ 20%
แต่กำไรสุทธิลดจาก 1.8 ล้านบาทเหลือ 900,000 บาท
แม้บริษัทยังมีกำไร แต่ Profit Margin ลดลงอย่างชัดเจน
สิ่งที่ต้องถามต่อคือ
ต้นทุนสินค้าเพิ่มหรือไม่
ค่าแรงสูงขึ้นหรือไม่
ดอกเบี้ยเพิ่มหรือไม่
บริษัทลดราคาเพื่อรักษาลูกค้าหรือไม่
หรือมีค่าใช้จ่ายบางรายการที่โตเร็วกว่ายอดขาย
ดิฉันมองว่าจุดนี้สำคัญมาก เพราะธุรกิจที่ยอดขายโตแต่กำไรบางลงเรื่อย ๆ อาจเริ่มมีพื้นที่รองรับภาระใหม่ลดลง
ดังนั้น “ยอดขายโต” ไม่ควรถูกใช้แทนคำว่า “ฐานะการเงินแข็งแรง”
ส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นอีกตัวเลขที่ไม่ควรมองข้าม
อีกจุดหนึ่งที่มักถูกเปิดดูตั้งแต่ต้นคือ ส่วนของผู้ถือหุ้น
แบบง่ายที่สุดสามารถมองได้ว่า
ส่วนของผู้ถือหุ้น = สินทรัพย์รวม – หนี้สินรวม
ถ้าส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก แสดงว่าในทางบัญชีบริษัทยังมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สิน
แต่คำว่า “เป็นบวก” เพียงอย่างเดียวก็ยังไม่พอ
ลองเปรียบเทียบบริษัทสองแห่ง
บริษัท A มีสินทรัพย์ 20 ล้านบาท หนี้สิน 12 ล้านบาท จึงมีส่วนทุนประมาณ 8 ล้านบาท
บริษัท B มีสินทรัพย์ 20.1 ล้านบาท หนี้สิน 20 ล้านบาท เหลือส่วนทุนประมาณ 100,000 บาท
ทั้งสองบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวกเหมือนกัน
แต่ความสามารถในการรองรับความเสียหายแตกต่างกันอย่างมาก
บริษัท B เพียงต้องตั้งสำรองลูกหนี้เพิ่ม หรือมีสินค้าบางส่วนขายไม่ได้ ส่วนทุนก็อาจเปลี่ยนเป็นติดลบได้ทันที
ดังนั้น เวลาดูงบไม่ควรถามเพียง
“ทุนเป็นบวกไหม”
แต่ควรถามต่อว่า
“ฐานทุนหนาเพียงใด และกำลังเพิ่มขึ้นหรือลดลง”
หนี้เพิ่มขึ้นได้ แต่ควรมีเหตุผลรองรับ
การที่หนี้สินเพิ่มไม่ได้หมายความว่างบไม่ดีเสมอไป
ธุรกิจที่กำลังขยายตัวอาจมีเจ้าหนี้การค้า สินเชื่อเครื่องจักร หรือวงเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นตามยอดขาย
ประเด็นอยู่ที่ หนี้เพิ่มเร็วกว่าความสามารถสร้างรายได้และกำไรหรือไม่
ตัวอย่างเช่น รายได้เพิ่มจาก 40 ล้านบาทเป็น 44 ล้านบาท หรือประมาณ 10%
แต่หนี้สินรวมเพิ่มจาก 15 ล้านบาทเป็น 25 ล้านบาท หรือมากกว่า 60%
กรณีนี้ควรตรวจต่อว่าเงินจากหนี้ใหม่ถูกนำไปทำอะไร
ซื้อเครื่องจักรที่สร้างรายได้หรือไม่
สร้างสต๊อกมากเกินไปหรือไม่
ลูกหนี้เพิ่มเพราะเก็บเงินช้าหรือไม่
หรือบริษัทกำลังใช้หนี้ใหม่แก้ปัญหาสภาพคล่องเดิม
หากหนี้เพิ่ม แต่รายได้และ Cash Flow เพิ่มตามอย่างมีเหตุผล ภาพย่อมต่างจากหนี้ที่เพิ่มขึ้นโดยรายได้แทบไม่เปลี่ยน
ลูกหนี้เยอะ ไม่ได้แปลว่ามีเงินเยอะ
นี่เป็นจุดที่เห็นชัดว่ากำไรทางบัญชีกับเงินสดต่างกัน
บริษัทขายสินค้า 10 ล้านบาทแบบเครดิต สามารถรับรู้รายได้และกำไรได้แล้ว แต่ถ้าลูกค้ายังไม่ชำระ เงิน 10 ล้านบาทไม่ได้อยู่ในบัญชีธนาคาร
เงินจะไปอยู่ใน ลูกหนี้การค้า
หากลูกหนี้ส่วนใหญ่ชำระภายใน 30–60 วันตามปกติ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้ามีลูกหนี้จำนวนมากค้างเกิน 180 วัน ภาพจะเปลี่ยน
เพราะคำถามไม่ใช่เพียงว่า “มีลูกหนี้เท่าไร”
แต่คือ
ลูกหนี้เหล่านั้นเก็บเงินได้จริงหรือไม่
เช่นเดียวกับสินค้าคงคลัง
สต๊อก 5 ล้านบาทอาจเป็นสินค้าที่ขายหมุนทุกเดือน หรืออาจเป็นสินค้ารุ่นเก่าที่ไม่เคลื่อนไหวมานาน
ตัวเลขในงบดุลเท่ากัน แต่คุณภาพต่างกันอย่างมาก
Current Ratio สูง ก็ยังต้องดูว่าข้างในมีอะไร
ผู้ประกอบการบางรายคุ้นกับการดู Current Ratio ว่า ถ้าสูงกว่า 1 แสดงว่าสภาพคล่องดี
ในเชิงคณิตศาสตร์ หมายความว่าสินทรัพย์หมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน
แต่ลองสมมติบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน 10 ล้านบาท ประกอบด้วย
เงินสด 500,000 บาท
ลูกหนี้ 3 ล้านบาท
สต๊อก 6.5 ล้านบาท
หากสต๊อก 4 ล้านบาทขายช้ามาก ตัวเลข Current Ratio อาจดูดี แต่เงินที่สามารถนำมาชำระเจ้าหนี้ระยะสั้นจริงอาจไม่ได้มากอย่างที่เห็น
ดังนั้น Ratio ควรถูกใช้เป็น “สัญญาณให้ดูต่อ” มากกว่าจะใช้เป็นคำตัดสินทันที
เช่นเดียวกับ D/E ซึ่งไม่ควรมีตัวเลขเดียวสำหรับทุกธุรกิจ เพราะโรงงาน ค้าส่ง ผู้รับเหมา และธุรกิจบริการมีโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้ไม่เหมือนกัน
มีกำไรในงบ แต่ Statement ต้องช่วยยืนยันว่าเงินกลับเข้ามาจริง
สำหรับ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน จุดนี้สำคัญมาก
สมมติงบแสดงรายได้ 30 ล้านบาทและกำไร 2 ล้านบาท
แต่ Statement ของบริษัทกลับเห็นเงินจากลูกค้าเพียงประมาณ 15 ล้านบาท
ผู้พิจารณาย่อมต้องถามว่า ส่วนที่เหลืออยู่ที่ไหน
อาจอยู่ในลูกหนี้
อาจรับผ่านอีกบัญชี
อาจเกิดจาก Timing Difference
หรืออาจมีข้อมูลบางส่วนที่ต้องอธิบาย
เจ้าของกิจการจึงควรกระทบยอดอย่างน้อยระหว่าง
งบการเงิน → ภาษี → เอกสารขาย → Statement
ตัวเลขไม่จำเป็นต้องตรงกันทุกบาท เพราะแต่ละเอกสารมีช่วงเวลาการรับรู้แตกต่างกัน
แต่ควรอธิบายส่วนต่างได้
งบที่อ่านง่ายจึงไม่ใช่งบที่ตัวเลขสวยทุกบรรทัด แต่เป็นงบที่เชื่อมกลับไปหาธุรกรรมจริงได้
งบล่าสุดสำคัญพอ ๆ กับงบที่ปิดแล้ว
บริษัทอาจมีงบย้อนหลัง 3 ปีมีกำไรทุกปี แต่ถ้าปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก ข้อมูลเก่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ
ตัวอย่างเช่น ปีล่าสุดที่ปิดงบมีกำไร 2 ล้านบาท
แต่ผ่านไปแล้ว 8 เดือนของปีปัจจุบัน รายได้ลดลง 35% และงบทดลองเริ่มขาดทุน
การอ้างเฉพาะผลประกอบการปีที่แล้วอาจไม่สะท้อนสถานะในวันที่ยื่น
ก่อนหาแหล่งเงินทุน จึงควรดู Management Account หรืองบทดลองล่าสุดควบคู่ไปด้วย
คำถามที่ควรถามคือ
บริษัทวันนี้ยังเป็นบริษัทเดียวกับที่เห็นในงบปีก่อนหรือไม่
หากรายได้ กำไร หรือต้นทุนเปลี่ยนไปมาก ควรเตรียมเหตุผลและข้อมูลอัปเดตไว้
อย่าลืมเปิดรายงานผู้สอบบัญชี
เจ้าของกิจการบางรายเปิดงบกำไรขาดทุนและงบดุล แต่แทบไม่เคยอ่านรายงานผู้สอบบัญชีกับหมายเหตุประกอบงบ
ในมุมผู้ให้สินเชื่อ เอกสารส่วนนี้มีความสำคัญ
ตัวอย่างประเด็นที่อาจต้องอธิบาย เช่น
ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างมีเงื่อนไข
มีข้อสงสัยเรื่องการดำเนินงานต่อเนื่อง
ตรวจสอบสต๊อกไม่ได้เพียงพอ
ลูกหนี้บางรายการไม่มีหลักฐาน
มีรายการระหว่างบริษัทในกลุ่มจำนวนมาก
หรือมีคดีและภาระที่อาจเกิดขึ้น
ไม่ได้หมายความว่าเจอข้อความเหล่านี้แล้วคำขอจะหยุดทันที
แต่ควรรู้ก่อนว่า มีประเด็นอะไรที่ผู้พิจารณามีโอกาสถามต่อ
ลองอ่านงบด้วยกรอบ “กำไร–ทุน–หนี้–เงินสด”
ถ้าต้องย่อการตรวจงบก่อนยื่นให้เจ้าของกิจการใช้ได้ง่าย ดิฉันแนะนำ 4 คำนี้
กำไร — ธุรกิจหลักทำกำไรต่อเนื่องหรือไม่ และกำไรไม่ได้พึ่งรายการพิเศษมากเกินไป
ทุน — ส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวกและมีขนาดเพียงพอหรือไม่
หนี้ — หนี้เพิ่มสัมพันธ์กับการเติบโตของกิจการหรือเพิ่มเร็วกว่ารายได้
เงินสด — กำไรในงบสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสดและรองรับภาระเดิมกับภาระใหม่ได้หรือไม่
ถ้าสี่เรื่องนี้มีคำตอบชัด งบจะเริ่มมีคุณภาพสำหรับเข้าสู่การวิเคราะห์มากกว่าการดูเพียงว่าบรรทัดสุดท้ายเป็นตัวเลขบวก
สรุป: งบที่พร้อม ไม่จำเป็นต้องสวยทุกตัวเลข แต่ต้องอธิบายธุรกิจได้
งบการเงินที่มีโอกาสผ่านการคัดกรองเบื้องต้นไม่ได้หมายถึงงบที่ยอดขายสูงที่สุดหรือมีกำไรมากที่สุดเสมอไป
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ
กำไรเกิดจากธุรกิจหลัก
ผลประกอบการมีความต่อเนื่อง
ฐานทุนยังรองรับความเสี่ยง
หนี้ไม่ได้เพิ่มโดยไม่มีรายได้รองรับ
ลูกหนี้และสต๊อกมีคุณภาพ
ข้อมูลปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนเป็นขาดทุนรุนแรง
และกำไรสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็น Cash Flow ได้จริง
โดยเฉพาะ สินเชื่อธุรกิจ SME ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ให้สินเชื่อต้องพึ่งข้อมูลเหล่านี้มากขึ้น เพราะไม่มีอสังหาริมทรัพย์เข้ามาช่วยรองรับวงเงิน
ดังนั้น ก่อนเลือกแหล่งเงินทุน อย่าถามเพียงว่า
“ปีนี้บริษัทมีกำไรหรือไม่”
ควรถามเพิ่มว่า
“ถ้าคนที่ไม่รู้จักบริษัทเปิดงบขึ้นมา เขาจะเห็นธุรกิจที่ทำกำไรต่อเนื่อง มีฐานทุน มีหนี้ในระดับที่อธิบายได้ และสร้างเงินสดพอสำหรับภาระใหม่หรือไม่”
คำถามนี้ช่วยให้เจ้าของกิจการมองงบใกล้เคียงกับมุมที่ผู้ให้สินเชื่อใช้วิเคราะห์มากขึ้น และรู้ก่อนยื่นว่าประเด็นใดควรเตรียมคำอธิบายหรือข้อมูลประกอบเพิ่มเติม
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการดูรายละเอียดเชิงลึกเรื่องกำไรต่อเนื่อง ส่วนของผู้ถือหุ้น คุณภาพลูกหนี้ กระแสเงินสด และจุดที่ควรตรวจในงบย้อนหลัง สามารถอ่าน แนวทางตรวจคุณภาพงบการเงินก่อนเตรียมวงเงินแบบไม่ใช้หลักทรัพย์ เพิ่มเติมได้